DKSH ตอกย้ำความสำคัญของความคล่องตัว (Agility) และความยืดหยุ่น (Resilience) ในการรับมือกับความท้าทายของธุรกิจผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ โดยชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์และอัตราการป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งส่งผลต่อความต้องการด้านการดูแลสุขภาพในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 17 มิถุนายน 2569 – หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
บริษัท DKSH (ประเทศไทย)
จำกัด ผู้ให้บริการพัฒนาและขยายธุรกิจอย่างครบวงจร สำหรับบริษัทผู้ผลิตเวชภัณฑ์ยา
บริษัทผู้ผลิตยาจำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ (OTC) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และเครื่องมือแพทย์
เปิดเผยแนวโน้มสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพในประเทศไทย
พร้อมย้ำถึงบทบาทของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายในปัจจุบัน ทั้งนี้
DKSH เดินหน้าหนุนพันธมิตรธุรกิจให้สามารถรับมือกับความซับซ้อนของตลาด
และขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพให้ครอบคลุมผู้ป่วยทั่วประเทศอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด
(Super-Aged Society) ภายในปี 2574[1] โดยที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
(NCDs) เช่น
โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต[2]
นอกเหนือจากวิกฤติดังกล่าว
ความต้องการด้านการดูแลเชิงป้องกันยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มีการส่งเสริมการรักษาในหน่วยสาธารณสุขระดับชุมชน
ร้านขายยา คลินิก และการดูแลที่บ้าน แทนการรักษาที่โรงพยาบาลมากขึ้น แนวโน้มเหล่านี้สร้างความต้องการใหม่ ๆ และโอกาสในการเติบโตให้กับธุรกิจผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพอย่างมีมีนัยสำคัญ
คุณนันท์นภัส ลิ้มคำ กรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์ยา
หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปัจจุบัน
ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพขยายตัวออกไปนอกเหนือจากโรงพยาบาล องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับรูปแบบการดำเนินงานให้รวดเร็วและเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น
พร้อมตอบสนองต่อบริบทในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึง
การเปลี่ยนแปลงนี้มาพร้อมทั้งโอกาสและความท้าทายที่เร่งด่วนสำหรับบริษัทด้านผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ขณะเดียวกันมาตรการควบคุมราคา ระบบการเบิกจ่ายที่ซับซ้อน
และความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงช่องทางจัดจำหน่าย
กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อรูปแบบการทำธุรกิจแบบดั้งเดิม”
ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่จะช่วยบริษัทด้านผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพรับมือกับความซับซ้อนของตลาดโดยที่ยังมุ่งเน้นผู้ป่วยไทยเป็นหัวใจหลัก
การร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญและให้บริการพัฒนาและขยายธุรกิจอย่างครบวงจร
(End-to-End commercialization platform) เป็นทางเลือกที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจอย่างชัดเจน
บริษัทต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง ความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบ
และบริการสนับสนุนผู้ป่วยได้ทันที
โดยไม่ต้องเสียเวลาและต้นทุนมหาศาลในการสร้างศักยภาพเหล่านี้ขึ้นมาเองจากศูนย์
จากผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพระดับภูมิภาคโดย
DKSH พบว่า
บริษัทต่าง ๆ กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญมากมาย ได้แก่ แรงกดดันด้านราคา ประสิทธิภาพของทีมขาย และกฎระเบียบที่ซับซ้อน[3] ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ
มากกว่าสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน แนวทางดังกล่าวช่วยให้บริษัทด้านการดูแลสุขภาพสามารถเข้าถึงตลาดได้รวดเร็วขึ้น
จัดการกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่มีความซับซ้อน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน
ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ทีมงานของบริษัทได้มุ่งทำงานซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่มากกว่า
อาทิ การพัฒนานวัตกรรม การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และการสร้างความสัมพันธ์กับบุคลากรทางการแพทย์
ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
พร้อมตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผ่านโมเดลการดำเนินธุรกิจที่ปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่น (Scalable)
โมเดลดังกล่าวส่งผลดีโดยตรงต่อผู้ป่วย โดยช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงยารักษาโรค
เครื่องมือแพทย์ และโซลูชันสุขภาพต่าง ๆ ทั้งในโรงพยาบาลหลัก ร้านขายยาชุมชน
คลินิก และที่บ้าน แทนที่จะกระจุกตัวอยู่เพียงในเขตเมือง จากผลสำรวจของ DKSH พบว่าผู้บริหารระดับสูงกว่า
60% ได้ขยายสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มอบหมายให้พันธมิตรภายนอกดำเนินการ
(Outsourced portfolio) ในช่วงสามปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง[4] โดยกว่าครึ่งหนึ่งระบุว่าพันธมิตรภายนอกนั้น
เปรียบเสมือน ‘ที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์’ มากกว่าเป็นเพียงผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์
กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของ DKSH เป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทเภสัชกรรม
เทคโนโลยีชีวภาพ และบริษัทชั้นนำด้านการดูแลสุขภาพที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งในระดับภูมิภาคเอเชียและระดับสากล ด้วยการดำเนินงานในประเทศไทยมายาวนานถึง 120 ปี และเครือข่ายการดำเนินงานระดับโลกที่สั่งสมมายาวนานกว่า 160
ปี ทำให้ DKSH ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านการให้บริการดูแลธุรกิจสุขภาพแบบครบวงจรในอุตสาหกรรมสุขภาพของไทย
โดยพิจารณาจากส่วนแบ่งการตลาด ปัจจุบันบริษัทให้บริการลูกค้ากว่า 300 ราย บริหารจัดการสินค้ามากกว่า 35,000 รายการ และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านเครือข่ายกว่า 40,000 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาล คลินิก ร้านขายยา
และช่องทางสาธารณสุขชุมชน
“ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพของประเทศไทยมีความซับซ้อนมากขึ้น
จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ส่งผลให้บริษัทด้านการดูแลสุขภาพต้องปรับรูปแบบการนำส่งยา
อุปกรณ์ทางการแพทย์ และโซลูชันด้านสุขภาพให้สามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึง DKSH สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ผสานความเชี่ยวชาญในตลาดไทย
เครือข่ายการเข้าถึงทั่วประเทศ ความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบ และข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
(data-driven insights) เพื่อช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถส่งมอบการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาล ร้านขายยา คลินิก และการดูแลที่บ้าน” คุณนันท์นภัส กล่าวสรุป
เกี่ยวกับ DKSH
วัตถุประสงค์ของ DKSH คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน
ตลอดระยะเวลาเกือบ 160 ปี DKSH ได้ส่งเสริมการเติบโตของบริษัทต่างๆ
ในเอเชียและทั่วโลก ผ่านหน่วยธุรกิจหลักทั้ง 4 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุขั้นสูง
และเทคโนโลยี ในฐานะผู้ให้บริการขยายตลาดชั้นนำ DKSH ให้บริการด้านการจัดหา ข้อมูลเชิงลึกของตลาด การตลาดและการขาย อีคอมเมิร์ซ
การจัดจำหน่ายและโลจิสติกส์ รวมถึงบริการหลังการขาย DKSH เป็นผู้เข้าร่วมโครงการ
United Nations Global Compact และปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ
DKSH จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สวิส (SIX Swiss
Exchange) และดำเนินธุรกิจใน 35 ประเทศ ด้วยบุคลากรกว่า
26,840 คน สร้างยอดขายสุทธิ 11.1
พันล้านฟรังก์สวิสในปี 2568
หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของ DKSH จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ยา
สินค้าเพื่อสุขภาพผู้บริโภค และผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์
รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ ด้วยทีมงานกว่า 7,580 คน
หน่วยธุรกิจได้สร้างยอดขายสุทธิ 5.8 พันล้านฟรังก์สวิสในปี 2568 www.dksh.com/hec
.jpg)
